จีน

ข้อได้เปรียบของคนที่ได้ภาษาญี่ปุ่นแล้วมาเริ่มเรียนภาษาจีน

แชร์บทความนี้

ตอนนี้ผมเริ่มเรียนภาษาจีนมาได้ 1 ปีแล้วครับ

อยากจะขอแชร์ให้ฟังว่าถ้าคุณได้ภาษาญี่ปุ่นแล้ว คุณจะเริ่มเรียนภาษาจีนได้ง่ายขึ้นครับ

ตัวอักษรจีนมีความหมายเหมือนกับตัวคันจิ

เพราะตัวอักษรจีน แทบจะเกือบทุกตัวจะมีความหมายเหมือนกับภาษาจีนเลยครับ

ดังนั้นคุณที่ได้คันจิอยู่แล้ว แม้ว่าจะอ่านออกเสียงตัวอักษรจีนไม่ออก แต่พอมองแล้วก็ทราบความหมายก่อนที่จะรู้เสียงอ่านเลยทีเดียว

ปกติภาษาที่มีตัวอักษรยากๆ อย่างญี่ปุ่น และภาษาจีน จะมีสิ่งที่ต้องจำสำหรับตัวอักษรดังนี้ครับ

1.ลักษณะการเขียนของตัวอักษร

2.ความหมายของตัวอักษร (เพราะใช้ตัวอักษร 1 ตัวในการสื่อความหมาย)

3.เสียงของตัวอักษร

เมื่อคุณได้ภาษาญี่ปุ่นอยู่แล้ว เท่ากับว่าข้อ1 และ2 คุณใช้ความรู้เ้ดิมในการเรียนได้เลย ไม่ต้องจำใหม่

ทำให้คนที่มีพื้นญี่ปุ่นมาเรียนจีนจะไปได้ค่อนข้างไว

 

กลับกันคนที่ได้ภาษาจีนมาเรียนภาษาญี่ปุ่นก็ไวเหมือนกันนะครับ

เพราะได้คันจิ ก็จะเคลียร์ส่วนที่ยากที่สุดอย่างนึงของภาษาญี่ปุ่นไปได้

คนจีนสอบผ่าน JLPT N1 ได้ไวมากเลยนะครับ และผ่านกันจำนวนมากด้วย

 

แม้ว่าตัวคันจิกับตัวอักษรจีนจะไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนน้อย

มีบ้างเหมือนกันที่ตัวอักษรเดียวกัน แต่ความหมายต่างกัน ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรในการจะจำ

 

ไวยากรณ์ของญี่ปุ่นบางส่วนคล้ายกับของจีน

ปกติภาษาไทย จะเรียงไวยากรณ์แบบนี้ใช่มั้ยครับ

ประธาน + กริยา + กรรม

 

ถ้าเป็นภาษาญี่ปุ่น

ประธาน+กรรม + กริยา

 

แต่ของจีนจะมีทั้งสองแบบเลยครับ

ประธาน + กริยา + กรรม

ประธาน+กรรม + กริยา

ขึ้นอยู่กับรูปของประโยคแบบไหน

 

อีกอย่างเรื่องของการขยายคำบางประโยค การขยายของจีนจะคล้ายกับของภาษาญี่ปุ่น

เช่น การใช่คำว่า 的(เต่อะ) ของภาษาจีน  จะเหมือนกับการใช้คำว่า の(โน๊ะ)ของภาษาญี่ปุ่นเลย

ทั้งสองคำแปลว่า “ของ” เป็นคำขยายคำนาม แต่จะขยายจากหลังมากหน้า เช่น

เพื่อนของฉัน  (ภาษาไทย)

朋友  (ภาษาจีน)  我 =ฉัน, =ของ, 朋友=เพื่อน   

友達 (ภาษาญี่ปุ่น)私= ฉัน, の= ของ,友達=เพื่อน

ของทั้งภาษาญี่ปุ่นและจีน ถ้าเรียงตามตัวอักษรจะเขียนว่า “ฉัน ของ เพื่อน” 

แต่ไวยากรณ์นี้ต้องเรียงจากหลังมาหน้า จึงแปลได้ว่า “เพื่อนของฉัน”

ดังนั้น ถ้าคุณชินกับการเรียงคำตามไวยากรณ์ของญี่ปุ่นแล้ว

คุณจะได้เปรียบในการเรียนไวยากรณ์ ที่เรียงจากหลังมาหน้าบางอย่างของจีน

4 เดือนก็สอบผ่านHSK2ได้

ภาษาจีนมีการสอบวัดระดับ 6 ขั้น เริ่มต้นจาก HSK1  – HSK6

โดยHSK1 เป็นขั้นพื้นฐาน ยากสุดคือ HSK6

ผมพบว่าHSK1,HSK2 ไม่ได้ยากอะไรมาก

คำศัพท์ที่ต้องรู้องHSK 2 คือ 300 คำ (ไม่มีสอบการเขียน)

ยิ่งคนได้คันจิอยู่แล้ว หากตั้งใจ คิดว่าไม่น่าจะใช้เวลาเกิน 4 เดือนก็สามารถผ่านได้แล้ว (คะแนนเอาแค่พอผ่าน)

คุณลองเริ่มเรียนภาษาจีนดูสัก 3 เดือนแล้วลองทำข้อสอบHSK2 ดูครับ

แม้ว่าการฟังจะไม่ค่อยได้ แต่พอดูตัวหนังสือก็พอจะเดาความหมายได้

 

Q: เรียนหลายๆภาษาแล้วไม่กลัวตีกันหรือ ?

เคยมีคนทักแบบนี้กับผมหลายคนมากเลยครับ

และเชื่อว่าก็มีหลายท่านที่กลัวว่าเรียนหลายๆภาษาแล้วจะตีกัน จำสับสนกัน

ยิ่งเป็นภาษาจีนกับภาษาญี่ปุ่นที่มีตัวอักษรหลายตัวที่เหมือนกันด้วย

แม้ว่าความหมายของตัวอักษรจะเหมือนกัน แต่การอ่านออกเสียงต่างกัน

สำหรับผมคิดว่า หากเรายังจำคำศัพท์ของภาษาใดภาษานึงยังไม่แม่น อาจจะทำให้เกิดการตีกันได้ครับ

เพราะว่าเรายังจำภาษานึงยังไม่ชัว พอมาเรียนอีกภาษานึงจะเริ่มสับสนครับ ทำให้จำสลับไปมาและผิดได้

แต่ถ้าเราแม่นภาษานึงแล้ว มาเรียนอีกภาษาอันนี้จะง่ายมากขึ้นครับ

เพราะไม่ว่าจะจีน หรือญี่ปุ่น ถ้าแม่นสักภาษา ในเรื่องความหมายของตัวอักษรจะเรียนได้ง่ายมากขึ้นครับ

เสียงอ่านอาจจะไม่เหมือนกัน แต่ก็ใกล้เคียงกัน ความหมายของตัวอักษรหลายตัวเป็นความหมายเดียวกันเลยครับ

 

สิ่งที่ผมคิดว่ายากในการเรียนภาษาจีน

1.การออกเสียง

แม้ว่าเราจะได้เปรียบในบางเรื่องในด้านการเข้าใจความหมายของคำ

และตัวอักษรบางคำออกเสียงใกล้เคียงกับภาษาญี่ปุ่น

แต่การออกเสียงของภาษาจีนออกค่อนข้างยาก

เพราะมีตัวอักษรที่ออกเสียงคล้ายกันมาก และบางเสียงไม่มีในภาษาไทย

การออกเสียงมาให้ได้แบบนั้น หรือฟังแยกให้ออกว่าเสียงไหนเป็นแบบไหนผมว่าเป็นเรื่องที่ยากครับ

เช่น เสียง z,c,s,x หรือ zh,ch,ch

ซึ่งแต่ละเสียงจะมีการทำลักษณะลิ้นไม่เหมือนกัน 

เสียงอาจจะต่างแต่ก็ค่อนข้างใกล้กันมาก

 

2.การจำเสียงอ่านภาษาจีน

เสียงอ่านบางคำของภาษาจีน อาจจะคล้ายกับตัวคันจิของภาษาญี่ปุ่น

แต่ก็แทบไม่มีตัวไหนที่เสียงเหมือนกันเลย

ดังนั้นเท่ากับว่าต้องจำเสียงใหม่เกือบทั้งหมด 

 

สรุป

หากคุณได้ภาษาญี่ปุ่นมาแล้ว การเรียนภาษาจีนก็ง่ายขึ้นไปกว่า 30% ครับ

เหมือนเล่นเกมจบไปรอบนึงแล้ว ได้บัฟ(Buff พลังเสริม)กลับมาเกิดใหม่เล่นรอบสอง

ก็จะได้เปรียบอยู่บ้างในส่วนความหมายของตัวอักษรและไวยากรณ์บางอย่างครับ

ท่านใดที่ลองเรียนพื้นฐานทั้งภาษาจีน หรือญี่ปุ่นสามารถลองทดลองเรียนฟรีได้ที่แอป Duolingo ครับ

Facebook Comments Box

แชร์บทความนี้
Author: hailamloa
ล่ามภาษาญี่ปุ่นที่ชอบเรื่องธุรกิจ การลงทุน อสังหา บอร์ดเกม เล่นเกม เล่นหมากรุก